หนังสือเปลี่ยนชีวิต – เมื่อการอ่านสามารถเปลี่ยนคุณเป็นคุณที่ดีกว่าเดิม

หนังสือคืออะไร? พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ว่าหนังสือคือ “เครื่องหมายใช้ขีดเขียนแทนเสียงหรือคําพูด” หนังสือคือตัวแทนในการสื่อความรู้ ความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนไปยังผู้อ่าน หนังสือมีมากมายหลากหลายประเภท บางเล่มมอบความรู้ บางเล่มมอบความบันเทิง บางเล่มหนา บางเล่มก็แสนบาง แต่จริงหรือ? หนังสือมันดีอย่างที่อวดอ้างจริงหรือ? เล่มหนาปึกมีแต่ตัวหนังสือชวนตาลาย หนังสือมันให้อะไรเราได้? ความรงความรู้น่ะมันได้จริงหรือ? เป็นคำถามที่ตอบได้ยากมากพอสมควร พอๆกับคำถามของเด็กๆที่ว่ากินผักแล้วได้อะไร จะตอบให้ดีซักแค่ไหนก็ไม่มีทางทำให้เขาเข้าใจ หนังสือก็เช่นกัน อธิบายสรรพคุณให้ตายยังไง คนที่ไม่อ่านก็ไม่เข้าใจ การที่คนเราจะเรียนรู้อะไร มันต้องประสบพบเจอด้วยตัวเองครับ 🙂

123253301

เรื่องราวสั้นๆที่เขียนขึ้นจากความจริง เรื่องราวเล็กๆของตัวผมเอง เรื่องราวที่ทำให้ผมสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เรื่องราวการฝึกภาษาอังกฤษของเด็กธรรมดาๆคนนึง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเพราะหนังสือ…. หนังสือที่ผมเคยสงสัย ทำไมพ่อแม่ต้องให้ลูกอ่านหนังสือ? เรื่องราวนี้ไขข้อกระจ่าง ทำให้ผมกลายเป็นคนใหม่ เปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าเดิม อาจมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย หวังว่าเรื่องราวของผมนี้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจหรือริเริ่มความคิดให้หลายๆคนเริ่มหันมาสนใจการอ่านนะครับ

เมื่อประมาณ 4 ถึง 5 ปีก่อน เมื่อผมยังคงเรียนอยู่ชั้นประถมปลาย ผมเป็นเด็กที่เรียนค่อนข้างดี เกรดออกมาอยู่ในเกณฑ์ดีตลอดเกือบทุกวิชา ใช่ครับทุกท่าน ผมใช้คำว่าเกือบทุกวิชา เพราะมีอยู่วิชานึง ที่สร้างปัญหาให้ผมตลอดเวลา คอยขัดขวางเกรดเฉลี่ย 4.00 เลขกลมๆสวยๆของผมมาตลอด นั่นก็คือวิชา “ภาษาอังกฤษ” ครับ ผมอ่อนภาษาอังกฤษมากๆ มีความรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ยากที่สุด อ่านก็งง ฟังก็ไม่เข้าใจ เขียนก็ไม่ไหว พูดก็ไม่รู้เรื่อง ผมไม่พร้อมเข้า AEC เลยแหละ 🙂 เรียนให้ตายยังไงก็ไม่รู้เรื่อง งงกับมันไปซะทุกอย่างเลย

แต่ผมเป็นคนรักหนังสือ รักการอ่านมาก ด้วยความที่ทางบ้านสนับสนุนและปลูกฝังด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังความรักที่มีต่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือมาตั้งแต่เล็ก ทุกๆครั้งที่ออกจากบ้าน จะต้องแวะร้านหนังสือเสมอ ห้างไหนมีร้านหนังสือคือต้องวิ่งเข้าตลอด อ่านได้ทุกประเภท (ยกเว้นหนังสือเรียน :P) แต่ในช่วงนั้น หนังสือที่ชอบที่สุดคือนิยาย โดยเฉพาะนิยายแปลจากต่างประเทศ นิยายแฟนตาซี วรรณกรรมเยาวชน ต้องอยู่ในมือผมทุกเวลา อยู่ในมือผมทุกที่ที่ผมไป ขาดหนังสือไม่ได้ และมักจะติดเสมอ เรื่องไหนรักก็จะรักแบบสุดๆ ต้องควักขึ้นมาอ่านยามว่างเสมอ จบเล่มเมื่อไหร่ต้องรีบหาเล่มต่อไปมาอ่านต่อในทันที อ่านจบทีน้ำตาจะไหล ที่ต้องจากตัวละครที่เรารักไป แต่เอ๊ะ! หลายท่านอาจกำลังสงสัย ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องหนังสือ? ขอทุกท่านอย่าใจร้อนครับ เรื่องมันกำลังจะเริ่มในย่อหน้าต่อไป…

ในตอนนั้น ผมติดนวนิยายแฟนตาซีอยู่ชุดนึง แน่นอนว่าใครๆก็คงรู้จักเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี เพราะตอนนี้มันได้รับการสร้างเป็นหนังแล้วถึงสองภาค และในภาคที่สองก็พึ่งเข้าฉายหมาดๆด้วย นวนิยายที่ผมกำลังพูดถึงก็คือซีรีส์ชุด Percy Jackson นั่นเอง ในตอนที่ผมอยู่ ป.6 ปีนั้นเป็นปีที่ Percy Jackson and the Lightning Thief หนังสือเล่มแรกของซีรีส์วางขายในฉบับแปลไทย เพอร์ซีย์เป็นหนังสือที่ดึงดูดผมไว้อย่างมหัศจรรย์ ติดงอมแงมแบบวันๆไม่ต้องทำอะไรนอกจากอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน พกไปอ่านที่โรงเรียนจนโดนครูยึด 😦 เล่มแรกพอผ่านไปผมก็อ่านเล่มสอง The Sea of Monsters ต่อ ด้วยความที่ทั้งสองเล่มวางขายไม่ห่างกันนัก จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับผมซักเท่าไหร่

photo

เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อผมอ่านเล่มที่ 2 จบนี่แหละ มันอินมากเสียจนรอเล่มต่อไปไม่ไหว รอจนแทบคลั่ง แม่ของผมจึงแนะนำผมให้ไปอ่านแบบภาษาอังกฤษสิ จะมัวไปรอแบบแปลไทยทำไมในเมื่อเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเขาก็วางขายตามร้านหนังสืออินเตอร์อาทิ Kinokuniya หรือ Asiabooks มาตั้งนานแล้ว แต่ด้วยความที่ผมไม่เก่งอิ๊งเลย อ่านไม่รู้เรื่องแน่ จึงปฏิเสธคุณแม่ บอกว่าผมรอได้น่า เผลอแปปเดียวแบบแปลไทยก็ออกแล้วมั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันไม่ใช่อย่างที่คิด ผมรออย่างใจจดใจจ่อร่วมเดือน แวะร้านหนังสือทุกที่ที่มีโอกาส แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เพียงเงาของ Titan’s Curse เล่มที่ 3 ของซีรีส์ จึงเกิดอาการลงแดงเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่อยากได้ยา แต่อยากได้หนังสือแบบใจจะขาด รอเข้าไป รอจนทนไม่ได้ และสุดท้ายผมก็ตัดสินใจเข้าร้านคิโนะคุนิยะ และซื้อ Titan’s Curse มาอ่านจนได้ ตัดสินใจเลยว่า “จะอ่านรู้เรื่องไม่รู้เรื่องช่างมัน ขอแค่ได้อ่านก็พอ”

photo (1)

การอ่านในช่วงแรกผ่านไปอย่างทุลักทุเล เต็มไปด้วยความยากลำบากแสนสาหัส (จริงๆนะ) เวลาอ่านคือต้องถือพจนานุกรมในมือไว้ตลอดเวลา ไม่รู้คำไหนแม้แต่คำเดียวก็ต้องเปิดหาความหมายตลอด เป็นการอ่านที่ขาดความต่อเนื่องอย่างถึงที่สุด อ่านไปได้ไม่ถึงหน้าก็ต้องรีบหาอะไรมาคั่น แล้วไปเปิดพจนานุกรมตลอด อ่านไม่สนุกซะเลย แต่ด้วยความที่สนใจเนื้อเรื่องมากจนไม่สนอะไร ก็ทนอ่านต่อไปจนจบ กว่าจะอ่านจบช่างยากลำบากยิ่ง จนคิดว่าจะไม่ทำอีกแล้ว ภาษาอังกฤษเนี่ย อ่านเป็นภาษาไทยดีกว่า

และยังกลัวว่าที่ตนอ่านเป็นภาษาอังกฤษเนี่ย เราตีความถูกรึเปล่า? เราเข้าใจจริงมั้ย? จึงรอจนภาษาไทยออกและไปซื้อมาอ่าน ปรากฎว่าตรงแฮะ (O_o) แปลว่าเราก็อ่านรู้เรื่องสินี่เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเนี่ย แต่เราก็ไม่เอะใจอะไร ไม่ได้นึกเลยว่าการอ่านเป็นภาษาอังกฤษมันได้ให้กับเราไว้เยอะมาก ทั้งคำศัพท์ รูปประโยค การอ่านภาพรวมของประโยค ในเล่มต่อไปเล่มที่ 4 ตอน Battle of Labyrinth ผมจึงไม่ได้ซื้อเป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน รอแบบแปลไทยไป รอคราวนี้ก็ไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ แต่มันคือเล่มที่ 5 ตอน The Last Olympian นี่แหละที่ความอยากแบบจัดๆกลับมาอีกครั้ง เนื่องด้วยเล่มที่ 5 เป็นเล่มไคลแม็กซ์ เล่มสุดท้ายของซีรีส์ที่จะสรุปการผจญภัยของเพอร์ซีย์ทั้งหมด ความอยากกระหายอยากอ่านมันพุ่งพล่าน กระวนกระวายอย่างกับคนอยากยา (ไม่ถึงขั้นนั้น 5555) ผมจึงตัดสินใจแวะกลับไปคิโนะคุนิยะอีกครั้ง เพื่อซื้อเล่มภาษาอังกฤษมาอ่านซะเลย ความรู้สึกเหมือนตอนอ่านเล่ม 3 เด๊ะ โคตรยากเลยยยยยยย นั่งเปิดดิกกันสนุกสนานเช่นเดิม กว่าจะจบก็ทุลักทุเลพอสมควร

photo2

แต่ผมก็เริ่มสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆนะ เอ๊ะ ทำไมเปิดดิกน้อยลง? ทำไมอ่านเร็วขึ้น? จนสังเกตพบว่าเรากำลังพัฒนา?! การอ่านภาษาอังกฤษที่สุดแสนจะยากลำบากกำลังขัดเกลาเราอยู่?! เนื่องด้วยตลอดมาอยากฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษของตัวเอง (เหตุผลขอเก็บไว้เป็นความลับ :-)) แต่ทำไม่เคยสำเร็จ และไม่รู้จะเริ่มยังไง พอเริ่มจับทางได้ด้วยหนังสือ ผมจึงตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าจะเริ่มฝึกภาษาอย่างจริงจังแล้ว ผมจึงตัดสินใจหาหนังสือภาษาอังกฤษมาลองอีก คราวนี้เอาแบบง่ายๆก่อน เอาเป็นพวกนิยายแบบ Junior หรือหนังสือเยาวชน อ่านง่ายๆศัพท์สบายๆก่อน ความจริงมีเยอะกว่าในรูปเยอะมากนะ ช่วงนั้นซื้อหนังสือเยอะมาก เต็มไปหมดเลย แต่เอาแค่สี่เล่มนี้เป็นตัวอย่างก่อน ค่อนข้างชัดเจน (เล่มที่เอามาลงคือไม่ได้เรียงนะครับว่าซื้อช่วงไหน เพราะอย่างเล่มปกสีม่วงนี่ก็พึ่งออกเมื่อประมาณปีที่แล้วเอง ไม่ได้ซื้อในช่วงนั้นจริงๆ ;-))

photo

ผนวกกับช่วงนั้นดันเริ่มสนใจอ่านคอมิคฮีโร่จากค่าย Marvel และ DC พอดี อ่านแบบสปอย (แบบแปล) มาโดยตลอดจนเริ่มอยากจะลองอ่านด้วยตัวเองบ้าง การอ่านคอมิคไม่ยาก เพราะมีรูปประกอบ ไม่ต้องอ่านคำบรรยายแบบที่ในนิยายมักเจอ แต่ที่ยากคือคำศัพท์ ซึ่งคอมิคบางประเภท ใช้คำศัพท์ที่ถือว่าค่อนข้างสูงสำหรับมือใหม่ภาษาอังกฤษ บางเล่มศัพท์มาโบราณจ๋า บางเรื่องไซไฟสุดโต่ง ศัพท์วิทย์กระจาย

photo (1)

ขัดเกลาต่อไปเรื่อยๆ อาศัยเวลาไป ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเริ่มพัฒนา อ่านได้ อ่านเริ่มดีแล้ว จึงเริ่มเข้าสู่สเต็ปต่อไป ด้วยการอ่านหนังสือที่มีระดับ Advanced ขึ้นมาจากหนังสือการ์ตูนและหนังสือเด็ก คือนวนิยายของผู้ใหญ่แบบเต็มตัว เริ่มจากอะไรที่ชอบและสนใจคือสำคัญ คีย์ของการอ่านให้สนุกคือการอ่านในสิ่งที่เราชอบครับ บางเล่มเลือกเพราะสนใจมันอยู่แล้ว อย่างนิยายจากคอมิค เนื่องจากมาจากการ์ตูนที่เราเคยอ่าน จึงทำความเข้าใจได้ง่าย หรือหนังสือสตาร์วอร์ส เพราะด้วยชอบซีรีส์ไซไฟนี้มานานมากแล้ว และนิยายของสตาร์วอร์สก็คือเนื้อเริ่องแยกที่เข้ามาเสริมให้กับจักรวาลของเฟรนไชร์สตาร์วอร์ส การอ่านค่อนข้างยาก เพราะรูปประโยคที่ไม่ใช่ของเด็กๆอีกต่อไป คำศัพท์ก็ยากขึ้นมาอีกระดับ

photo (2)

เวลาค่อยๆผ่านไป หนังสือผ่านมือผ่านตาเราไปหลายสิบเล่ม ในที่สุดภาษาอังกฤษก็ไม่ยากเกินไปสำหรับผม เราอ่านได้โอเคแล้ว ศัพท์เราได้แล้ว ศัพท์ที่ไม่เคยเห็นก็ได้เจอ ทักษะ Reading ของเราตอนนี้เข้าขั้นดีเลยล่ะ เป็นจุดที่ผมตัดสินใจพัฒนาวิชาภาษาอังกฤษอย่างจริงจังในทุกๆด้าน ผมตั้งใจเรียนในห้องมากขึ้น เก็บแกรมม่าทุกเม็ด กลับบ้านฝึกฝนทำแบบฝึกหัด (ถึงแม้จะไม่ค่อยบ่อยก็เถอะ แหม่) เลิกดูหนังพากย์ไทย ดูแบบเป็นซับไตเติ้ลตลอด เพื่อเก็บทักษะ Listening การฟัง การจับใจความสำคัญในประโยคคำพูด ดูคลิปยูทูปบ้าง นอกจากบันเทิง ยังได้ประโยคสนทนาดีๆที่นำมาใช้ได้จริง ได้ทักษะ Speaking ด้วย

ผมตั้งใจเปลี่ยนเป็นคนใหม่ และผลตอบแทนความพยายามก็ช่างคุ้มค่าเสียจริง เมื่อผมขึ้นชั้นมัธยมต้น ผมจึงสมัครเข้าสอบชิงทุนของทางโรงเรียน ซึ่งมีการจัดสอบทุกปีเพื่อเป็นการส่งเสริมผู้มีทักษะด้านภาษาของโรงเรียนออกไปเผชิญโลกภายนอกและต่างประเทศของจริง เพื่อให้ได้ฝึกภาษาจริงๆนอกห้องเรียน ตลอดมาทุกปีผมสมัครสอบเสมอ และก็จะทำไม่ได้เสมอ สอบทีไรก็ตก แต่ด้วยความพยายาม ทักษะที่ได้จากการแอบฝึกฝนอย่างลับๆอยู่คนเดียว แรงผลักดันส่วนตัว แรงฮึดอะไรซักอย่างที่สูบฉีดอย่างพุ่งพล่าน และเสียงในหัวที่ร้องตะโกนออกมาว่า “มึงต้องทำได้โว้ยยยยย” ทำให้ผมสามารถพิชิตข้อสอบชิงทุนได้อย่างไม่ยากเย็น Passage หรือข้อความที่ใช้ในข้อสอบรีดดิ้งดูหวานหมูหากเทียบกับนิยายที่นั่งอ่านๆมา การสอบสัมภาษณ์ผ่านไปอย่างง่ายดาย ด้วยทักษะการพูด ประโยคสนทนา และ Phrase หรูๆที่เก็บมาจากหนังและคลิปยูทูป ผมมั่นใจเลยว่าผมทำได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมสอบติดและได้ทุนจากโรงเรียนไปแคนาดา จากนักเรียนทั้งระดับที่มีร่วม 400 กว่าคน แต่ผมกลับเป็น 1 ในไม่กี่คนที่สอบผ่าน มันปลื้มแบบบอกไม่ถูกจริงๆตอนนั้น ใครจะไปเชื่อว่าหน้าอย่างเราจะได้ทุนโรงเรียน ใครจะไปเชื่อว่าไอ้คนที่ตกภาษาอังกฤษเมื่อปีก่อนจะได้ทุนไปต่างประเทศ? (เจ้าตัวยังไม่เชื่อเลยครับ :-)) และที่น่าปลื้มใจพอๆกัน เมื่อปีที่แล้วนี้เอง ผมได้เหรียญเงินสาขาวิชาต่างประเทศด้วย ซึ่งในโรงเรียนผมจะมีการแจกเหรียญทองและเหรียญให้นักเรียนที่ทำคะแนนสูงที่สุดในระดับชั้น นั่นหมายความว่าหน้าเซ่อๆอย่างผมนี้ ทำคะแนนวิชาภาษาอังกฤษได้สูงเป็นอันดับสองของทั้งระดับชั้นเลย O_o

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อโม้ ไม่ใช่เพื่อโชว์ แต่อยากมอบข้อคิดให้ทุกท่านได้ลองเก็บไปคิด ว่าคนเรามันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยต้องเริ่มทำด้วยตัวเอง เริ่มซะตั้งแต่วันนี้ อย่าคิดว่าความยากลำบากคืออุปสรรค เพราะความยากลำบากนี่แหละคือตัวที่จะขัดเกลาเรา หนังสือมีประโยชน์อะไร? เป็นคำถามที่ตอบยาก คำตอบส่วนมากล้วนเป็น Abstract เป็นนามธรรมจับต้องยาก อ่านแล้วดีนะลูก อ่านแล้วฉลาด “จริงหรอ?” ทุกคนมักตั้งคำถามนี้สวนกลับเสมอ การจะรู้ได้ มีเพียงแค่การลองด้วยตัวเองเท่านั้นครับ มองไปรอบๆ มองไปรอบๆเดี๋ยวนี้เลย เห็นหนังสือซักเล่มมั้ยครับ? ถ้ามี ก็จงคว้ามันขึ้นมาและอ่านซะ

หนังสือทุกเล่มมีประโยชน์ครับ หนังสือเรียนก็ให้ความรู้ (แน่อยู่แล้ว) แต่หนังสือประเภทอื่นล่ะ? นิยาย การ์ตูน มันมีดีตรงไหนนอกจากสนุก? อย่างที่บอกไปครับ มันมีดีมีประโยชน์ทุกเล่ม แต่มันดีในทางของมันเอง ประโยชน์ของบางเล่มดูเป็นรูปธรรม จับต้องได้ เหมือนหนังสือเรียนที่ประเคนความรู้มาให้ผู้อ่านโดยตรง แต่ในขณะที่บางเล่มไม่ หนังสือทุกๆเล่มให้ประโยชน์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อย่างในกรณีของผมนี้ สิ่งที่ผมได้ ไม่ได้มาจากหนังสือโดยตรง ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ได้มาเพราะอ่านหนังสือ แต่ได้มาโดยมีหนังสือเป็นสื่อกลาง เป็นสื่อกลางที่ทำให้ผมได้เรียนรู้และฝึกภาษา ซึ่งนอกจากได้ศึกษาฝึกฝนแล้ว สื่อกลางอย่างหนังสือยังมอบความสนุกสนานเพลิดเพลินกับผมด้วย…

ในปี 2556 นี้ กรุงเทพมหานครของเราได้เป็นเมืองหนังสือโลก แต่น่าอายมั้ยกับคำกล่าวที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละแค่ 8 บรรทัด”? เป็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อ แต่การได้พบพานกับคนในปัจจุบันมันทำให้เห็นได้ค่อนข้างชัดจริงๆ นั่งจิ้มมือถือกันทั้งวัน เยาวชนเลิกเรียนก็ไปนั่งร้านเกมกลับบ้านดึกดื่น ชีวิตเราเริ่มไร้สาระลงทุกวันๆ นั่งอยู่บ้านทำอะไร? นั่งเล่นเฟซบุ๊ก เกรียนไปทั่วในโลกออนไลน์ สร้างเรื่องน่าขายหน้ามากมายให้ชาวต่างชาติดูถูกคนไทย ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พวกเราทุกคนจะลองเปลี่ยน? เปลี่ยนเป็นพวกเราที่ดีกว่าเดิม? ขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยความรู้ เริ่มต้นได้ง่ายๆด้วยการอ่าน มาร่วมเปิดโลก ค้นพบความรู้ความบันเทิงในแบบที่หาไม่ได้จากที่ไหน ค้นพบสิ่งใหม่ๆผ่านตัวอักษร ง่ายๆแค่เพียงคว้าหนังสือใกล้มือทุกท่านมาเปิดอ่าน เพราะไม่แน่ ท่านอาจจะได้อะไรจากมันมากกว่าที่ท่านคิดก็ได้….

Advertisements

6 คิดบน “หนังสือเปลี่ยนชีวิต – เมื่อการอ่านสามารถเปลี่ยนคุณเป็นคุณที่ดีกว่าเดิม

  1. ยอดเลยครับ สงสัยพี่ต้องเลียนแบบน้องบ้างละ
    อ่าน text อะไรก็พอได้นะ แต่เวลาอ่านนิยาย eng นี่ดันกลัวซะได้ 🙂

  2. เจ่งครับพี่ ไอ้ที่ว่าเด็กไทยอ่านหนังสือ8บรรทัดไรนั่น แม่งเอาคนกลุ่มน้อยครับ เพราะผมอ่านที่พี่เขียนจนจบ ก็เกิน8บรรทัดแล้วครับ รอ่านสปอยของพี่ต่อครับ555

  3. Wow !! Bravo
    ชอบบล๊อคนี้จังครับจะเข้ามาอ่านทุกวันเลย
    อีกอย่างเรามีอะไรชอบเหมือนกันตั้งเยอะเยอะมากๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าเราจะชอบอะไรที่เหมือนกันขนาดนี้ เป็นกำลังใจให้ครับ :))

  4. พี่ไม่แปลกใจที่น้องได้ภาษาอังกฤษเพราะพี่ก็มีประสบการณ์ทางภาษาคล้ายๆ แบบนี้เหมือนกัน จากเด็กที่เรียนแย่สุดๆ ยิ่งกว่าน้องอีก เพราะพี่เกือบทุกวิชาเลยที่ได้คะแนนน้อยหรือตก ไม่ใช่เฉพาะอังกฤษ แต่พี่แปลกใจที่น้องอึดมากๆ การเปิดดิกแทบทั้งเล่มไม่ง่ายเลย ปกติคนที่ได้ภาษาอังกฤษเวลาอ่านจะไม่เปิดดิกทั้งหมด เพราะมันจะสะดุด เพราะบางคำอ่านไปเรื่อยๆ ก็เดาได้ การฝึกภาษาอังกฤษของน้องคล้ายครูบาอาจารย์สมัยก่อนที่ท่องดิกทั้งเล่ม หรือเปิดดิกทุกตัว ซึ่งพี่ขอบาย คงทำอย่างนั้นไม่ไหว แต่เยี่ยมมากๆ เลย บทความน้องสอนพี่ในยามที่พี่อ่อนล้า ทั้งๆ ที่พี่ก็เคยมีช่วงเวลาแห่งการอ่านที่รุ่งโรจน์ เคยลุยอ่่านหนังสือห้องสมุดเป็นวันๆ เหมือนกัน แต่พออายุมากขึ้น ติดเรื่องปัญหาเรื่องงาน ชีวิต กลับอ่านไม่ไหวเอาดื้อๆ คงต้องขัดเกลาตัวเองใหม่แล้ว คนเราเริ่มใหม่ได้ทุกเมื่อนั่นแหละ ขอบคุณครับ

  5. สุดยอดไปเลยค่ะ จะเอาไปเป็นตัวอย่างในการสอนลูกให้รักการอ่านบ้าง เพื่อพัฒนาตัวเองด้วย ขอบคุณนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s