[Review] Avengers: Age of Ultron – NERDGASM

สิ้นสุดการรอคอยกับภาพยนตร์ภาคต่อฟอร์มยักษ์แห่งปี การกลับมาของทีมซูเปอร์ฮีโร่ที่เจ๋งที่สุดของจักรวาลมาร์เวล มาในคราวนี้ Avengers จะต้องพบกับศึกครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม ชะตากรรมของมวลมนุษย์ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย พวกเขาจะสามารถกอบกู้โลกจากปัญญาประดิษฐ์ที่คิดจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้หรือไม่?

age-of-ultron

การสร้างภาคต่อมันก็เหมือนการลงทุนครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือการสร้างหนังภาคต่อที่ดี/มีคุณภาพเทียบเท่ากับภาคแรกมันยากครับ เพราะนอกจากการสร้างปมปัญหาใหม่ๆ ยังจะต้องมีการอัพสเกลของเรื่องขึ้นไปด้วย ตัวละครจะต้องพบกับภัยครั้งใหม่ที่ท้าทายความสามารถของพวกเขา โดยที่ยังคงความรู้สึก เสน่ห์ และจิตวิญญาณของหนังภาคแรกไว้ได้อย่างครบถ้วนด้วย (ฟังดูเท่สัสๆ) ซึ่งในความคิดของผมแล้ว Avengers: Age of Ultron ถือว่าประสบความสำเร็จในการนำทีมอเวนเจอร์สกลับมาขึ้นจอเงินได้อย่างสมการรอคอยและยิ่งใหญ่มากเลยล่ะ

สเกลของเรื่องผมว่าจะเรียกว่าใหญ่กว่าเดิมมันก็แปลกๆอยู่นะ เพราะในความคิดของผมคือกองทัพเอเลี่ยนบุกมันดูน่ากลัวกว่าหุ่นยนต์นะ แต่ด้วยโทนของเรื่องที่ค่อนข้างจะมืดหม่นและซีเรียสขึ้น มันเลยให้ความรู้สึกที่ว่าเนื้อเรื่องมันถูกยกระดับขึ้นไปอยู่ในอีกขั้นนึง จากหนังฮีโร่ขำๆกอบกู้โลก กลายเป็นหนังฮีโร่ซีเรียสๆขำๆกอบกู้โลกแทน จอส วีดอน ผู้กำกับคนเก่งของเราสามารถผสมผสานความมืดหมนซีเรียสกับอารมณ์ขันที่เราคุ้นเคยจากหนังมาร์เวลได้อย่างกลมกล่อมและลงตัวมาก

แอ็คชั่นและคิวบู๊มันเท่มาก และเยอะด้วย ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับอัลตรอน ฉากไล่ล่า หรือไฮไลท์เด็ดอย่างฉากดวลหมัดของฮัลค์และไอร่อนแมนในชุดเกราะหนัก Hulkbuster ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ปะทะกับเดอะฮัลค์ในยามฉุกเฉินโดยตรง อัดแน่นด้วย CGI สวยๆและดนตรีประกอบที่เร้าใจอีกต่างหาก  ต่อให้จะไม่เคยดูอเวนเจอร์สภาคก่อน หรือหนังมาร์เวลเรื่องไหนเลย หากได้เข้าไปดู Age of Ultron ผมรับรองว่าติดใจแน่นอนครับ จะคล้อยตามและสนุกไปกับหนังได้ไม่ยากเลย

ในเรื่องของอารมณ์ขัน อเวนเจอร์สภาคนี้ก็ไม่ได้ด้อยกว่าในภาคก่อนเลย อาจจะไม่ได้มีมุกพีคๆแบบ ‘Puny God’ ในภาคที่แล้ว แต่ผมว่ามันก็ขำเยอะพอสมควรเลยแหละ มุกส่วนมากจะเป็นมุกประเภทมุกสนทนา ซึ่งบางทีแปลซับออกมาแล้วไม่ค่อยขำ อาจจะไม่ถูกใจคนไทยซักเท่าไหร่

avengers-age-of-ultron-collage

ภาคนี้มีตัวละครหน้าใหม่ออกมาค่อนข้างเยอะครับ ผมเองก็ยังกังวลอยู่ว่ามันจะเยอะไปมั้ย จะกระจายบทได้ทั่วถึงหรือเปล่า ซึ่งผลก็ออกมาเหมือนในภาคที่แล้วแหละครับ ที่จอสวีดอนสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาอีกครั้ง ที่สามารถกระจายบทให้ตัวละครทุกๆตัวอย่างเพียงพอ คุ้มค้าและทั่วถึง ตัวละครทั้งเก่าและใหม่ได้มีบทและโมเมนท์เจ๋งๆของตัวเองก้นถ้วนหน้า คาแร็คเตอร์ของแต่ละคนมีความซับซ้อนลึกซึ้งมากขึ้น มีการสำรวจมุมมองความคิดของตัวละคร นำเสนอความรู้สึกของพวกเขาในมุมที่คนดูยังไม่เคยได้เห็นมาก่อน ทั้งภาวะกดดันและหน้าที่ที่พวกเขาต้องแบกรับ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดไปยังหนังภาคต่อๆไปได้อีกไกล เอาใกล้สุดก็ Captain America: Civil War นี่เลย เพราะเราก็เริ่มได้เห็นความขัดแย้งทางความคิดในหลายๆเรื่องของสมาชิกในทีมแล้วเหมือนกัน

ค่อนข้างชอบเคมีของตัวละคร ปฏิสัมพันธ์ของฮีโร่แต่ละคนในทีมมาก มิตรภาพ การจิกกัดกัน มุกตลกแสบๆ มันเหมือนการยกเอาอเวนเจอร์สที่เราชอบและรักจากในหนังสือการ์ตูนขึ้นบนจอภาพยนตร์เลยล่ะ ภาคที่แล้วว่าชอบตรงจุดนี้แล้ว เราชอบจุดๆนี้ในภาคนี้มากกว่าอีก ที่เราได้เห็นทีมมีพัฒนาการจากกลุ่มคนเหนือมนุษย์ที่มารวมกันเฉพาะกิจเพื่อกู้โลก กลายมาเป็นกลุ่มเพื่อนซี้พิทักษ์โลกแทน เรียกว่าจอสวีดอนแกเอาใจแฟนคอมิคแบบสุดๆเลยก็ว่าได้

age-of-ultron-twins-116938

แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนังจะเพอร์เฟ็คสมบูรณ์แบบ มันก็มีจุดด้อยของมันอยู่เหมือนกัน ซึ่งก็คือการนำเสนอของตัวละครบางตัว อย่างอัลตรอนและวิชั่นครับ ตัวละครอัลตรอนซึ่งเป็นตัวร้ายเจ้าของชื่อภาคนี้แสดงโดย James Spader เป็นตัวละครที่ทำออกมาได้ดูน่ากลัวและมีเสน่ห์มาก แต่เป้าหมายของเขามันขาดความชัดเจนครับ ที่มาที่ไปก็ดูรวบรัดมากจนเกินไป เช่นเดียวกับตัวละครใหม่อย่างวิชั่นที่รับบทโดย Paul Bettany ซึ่งออกมาเท่และเจ๋งมาก แต่ก็ขาดความมีน้ำหนักไป ที่มาที่ไปรวบรัดจนรู้สึกว่ามันง่ายเกินไปเช่นเดียวกับอัลตรอน บวกกับเส้นเรื่อง/storyline ของตัวละครตัวนึงซึ่งผมมีความรู้สึกว่ามันสั้นเต่อและดูไม่มีความสำคัญจนน่าตัดทิ้งไปเลย

ซึ่งผมก็รับได้นะ คืออย่างงี้ ตัวของจอสวีดอนเองเคยบอกไว้ว่า first cut ของหนังเนี่ย มีความยาวถึง 3 ชั่วโมงครึ่งเลยนะครับขอบอก ซึ่งวีดอนต้องตัดอะไรออกไปมากพอสมควรเลยล่ะ จนหนังที่ออกฉายมีความยาวเหลือแค่ 2 ชั่วโมงเศษได้ พอจะคาดเดาได้ว่าที่โดนตัดออกไป ก็คงเป็นเส้นเรื่องของตัวละครตัวที่ผมกล่าวไปข้างต้น และฉากของวิชั่นกับอัลตรอนแหละครับ ซึ่งถ้าอยากดูฉากพิเศษพวกนี้เพิ่มและตอนจบซึ่งไม่เหมือนในโรง คงต้องรอดูใน Blu-ray เอาครับ

dd7fa75c-fe9c-4bb9-8841-3c2f22343acf

ซึ่งเอาเข้าจริงๆนะ ลืมทุกอย่างที่ผมพูดไว้ข้างบนให้หมดครับ อย่าเก็บไปคิดให้กังวลกับมัน Avengers: Age of Ultron ภาคนี้พูดเลยว่ามันสนุกเชี่ยๆ มันส์มากๆ แอ็คชั่น มุกตลกจัดเต็มสุดๆ เวลาเข้าไปดูให้ทำหัวโล่งๆแบบตอนไปดูหนังพวก Fast 7 อะไรพวกนี้เลยครับ อย่าไปคิดมากเรื่องบท เนื้อเรื่อง ความเป็นไปได้อะไร ขยับตูดพิงเบาะ นั่งให้สบาย แล้วเอ็นจอยไปกับมันครับ ไม่มีผิดหวังแน่นอน ยิ่งถ้าใครเป็นแฟนคอมิคมาร์เวลอยู่แล้ว ความชอบยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีกครับ คือตัวผมเองชอบมาก ชอบพอๆกับภาคแรกเลย เอาไป 8.5/10 เลยครับ มาติดตรงย่อหน้าที่ผมพูดถึงอัลตรอนนี่แหละ เลยต้องขอหักไปหน่อย ไม่งั้นจะดูเป็นการอวยเกินจริงเกินไปนิดส์ (แต่มันก็สนุกมากจริงๆนะเว้ยยยยย)

.

.

.

.

.

[ย่อหน้าล่างสุดนี้ขอผมสปอยนิดนึงเถอะ ถ้ายังไม่ได้ดูหรือไม่อยากโดนสปอยก็ปิดแท็บไปได้เลยฮะ รีวิวจบแล้ว ขอพูดถึงฉากที่ชอบที่สุดหน่อย]

.

.

.

.

.

.

ฉากที่ผมว่าพีคที่สุดของผมเลยนะ ฉากที่ชอบที่สุดตลอดสองชั่วโมงกว่าๆ กลับไม่ใช่ฉากวิชั่นยกค้อน กลับไม่ใช่ฉากแอ็คชั่นเปิดเรื่อง ไม่ใช่ฉากฮัลค์บัสเตอร์ ไม่ใช่ฉากแอ็คชั่นปิดเรื่อง และไม่ใช่ฉากเครดิตของธานอส แต่กลับเป็นฉากนิ่งๆ ธรรมดาๆในบ้านไร่ของฮอว์คอายครับ เป็นฉากที่คลิ้นท์พาเพื่อนร่วมทีมของเขามากบดานเพื่อหลบหนีอัลตรอน ในตอนแรก ผมนึกว่าบ้านไร่นี้มันจะเป็นคลังสายลับแน่ๆ แหล่งกบดานของคลิ้นท์กับนิคฟิวรี่อะไรอย่างนี้ แต่ตรงกันข้ามครับ เมื่อเปิดประตูเข้ามา สิ่งที่คนดูเห็น คือภรรยาที่ตั้งท้องและลูกๆของคลิ้นท์ครับ ผมนี่ติดสตันไปเลยครับ ท่ามกลางทีมซูเปอร์ฮีโร่กู้โลก ห้อมล้อมไปด้วยชายในชุดเกราะเหล็ก ซูเปอร์โซลเยอร์ สุดยอดสายลับโซเวียต ยักษ์เขียวทรงพลัง และเทพต่างพิภพ คือผู้ชายธรรมดาคนนึง ที่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงไม่เว้นแต่ละวันด้วยคันธนูและลูกศร มิใช่ด้วยโล่ไร้เทียมทานหรือค้อนวิเศษ เป็นแค่ชายธรรมดาคนนึง ที่มีลูกเมียต้องกลับไปหา…. เชี่ย ฮอว์คอายกลายเป็นตัวละครโปรดที่สุดของผมในจักรวาล Marvel Cinematic Universe อย่างเป็นทางการไปแล้วage-of-ultron-hawkeye-hd

Advertisements

6 คิดบน “[Review] Avengers: Age of Ultron – NERDGASM

    • ตอนเห็นคนในบ้านก็อึ่งไปเหมือนกัน และชอบฮอคอายมากขึ้นแต่เสียดายฉากหวานๆกับ โรมานอฟในภาคแรกจริงๆ

  1. ชอบฮอว์คอายเช่นกัน เหมือนเป็นพี่ใหญ่ คอยดึงน้องๆ ในทีมให้กลับมาในเส้นทาง นิ่งๆ แต่เจ๋ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s