[Review] Until Dawn – Cinematic Horror Experience

Hayden-Panettiere-Poster-Until-Dawn

เกมเน็กซ์เจนใหม่ล่าสุด ที่คอหนังสยองขวัญห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

Until Dawn เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กวัยรุ่น 8 คนที่ยกพลพากันไปเที่ยวบนบ้านพักตากอากาศของเพื่อนสมาชิกคนนึงบนภูเขาอันเปลี่ยวร้าง แต่ทริปแสนสุขก็ต้องเปลี่ยนเป็นฝันร้าย เมื่อมีภัยคุกคามลึกลับจ้องที่จะปลิดชีวิตพวกเขาทุกย่างก้าว ผองเพื่อนจึงต้องหาทางไขปริศนาและเอาชีวิตรอดจากค่ำคืนนรกบนขุนเขามรณะแห่งนี้ไปให้ได้จนถึงรุ่งเช้า (until dawn) *roll credits*

ตัวผมเองก็เป็นคนที่ชื่นชอบหนังสยองขวัญพอสมควรเลย แต่ไม่ชอบเกมแนวนี้ซักเท่าไหร่ เพราะพอดีผมเป็นโรคปอด (แหก) น่ะครับ หนังน่ะก็เรื่องนึง แต่การให้มาเล่นเกมสยองขวัญ ความรู้สึกมันคนละเรื่องกันเลย พอมาเล่นเกม มันเหมือนจับเรามาสวมบทบาทของตัวละครในเกมนั้น เป็นคนๆนั้นจริงๆ เดินฝ่าบ้านร้างเองจริงๆ หันหลังไปเจอผีจริงๆไรเงี้ย ไม่ค่อยไหว อย่าง Silent Hill: Downpour ตอนนั้นซื้อมาเล่นใน Xbox360 เล่นไปได้นิดเดียว มาหาของและติดอยู่ในบ้านร้างหลังนึง ยังไม่ทันได้เข้าเมืองจริงๆจังๆเลย เลิก ไม่ไหว มืดไป อีผีก็วิ่งไล่ไม่หยุด กูกลัว

27

 

แต่ที่ตัดสินใจซื้อเกมนี้มา คือเราชอบสไตล์เกมแนวนี้อยู่ด้วย ชอบเกมที่ให้ผู้เล่นเป็นคนตัดสินแนวทางของเกม เป็นคนตัดสินการกระทำและชะตากรรมของตัวละคร ง่ายๆคือชอบมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อเรื่องน่ะแหละ เลยค่อนข้างชอบเกมอย่าง Walking Dead, The Wolf Among Us, Game of Thrones และ Tales from the Borderlands ของค่าย TellTale หรือเกม RPG อย่าง Witcher, Dragon Age ไรงี้มาก ตัวเกม Until Dawn มีการโปรโมทอย่างหนักหน่วงว่าสุดยอดแน่นอน ทุกการกระทำของเรา ไม่ว่าจะวิธีการพูด การหลบการวิ่ง การตัดสินใจทั้งหมดจะมีผลต่อชะตากรรมของตัวละครทุกตัว ชี้เป็นชี้ตาย ส่งผลต้องฉากจบหลากหลายแบบ เห็นอย่างนี้แล้ว บวกกับเดโมตัวเกมเพลย์ที่น่าสนใจ จึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องลองซื้อมาเล่น

รวมเวลาเล่นตั้งแต่ต้นจนจบประมาณ 8 ชั่วโมงเห็นจะได้ ปรากฎว่าชอบมากกกก เกมมันดีมากกว่าที่คิดไว้เยอะเลยล่ะ

3

เล่นเกมนี้มันเหมือนไม่ได้เล่นเกมนะ เหมือนกำลังดูหนัง ดูซีรีส์เรื่องนึงซะมากกว่า ตรงที่ตัวเกมจะแบ่งออกเป็นตอนๆและมีความเดิมตอนที่แล้วคั่นให้ตามทันตลอด มันไม่ใช่เกมสยองขวัญทั่วไปอย่าง Silent Hill หรือ Amnesia ที่เราสามารถควบคุมตัวละครได้อย่างอิสระเสรี เก็บ objective เพื่อผ่านไปยังเลเวลต่อไป สู้มอน วิ่งหนีรัวๆไรงี้ ในทางกลับกัน Until Dawn เล่าเรื่องราวเป็นแบบ Cinematic หรือเหมือนภาพยนตร์ ตัวเกมเกินกว่า 70% เห็นจะได้ เป็นคัทซีนทั้งสิ้น โดนใน 30% ที่เหลือคือการเดินสำรวจตามพื้นที่ๆเกมในด่านนั้นๆกำหนดให้ ทำ objective เล็กน้อยๆ เก็บพวก collectible อะไรบ้าง แต่เกมจะไม่ให้เราทำอะไรมาก หากมีอะไรเกิดขึ้นก็จะตัดเข้าคัทซีน มีไอคอนลอยขึ้นมาเพื่อให้เราตัดสินใจ จะวิ่งหรือจะซ่อนอะไรประมาณนี้ แทรกด้วย Quick Time Event บ้างเรื่อยๆ ใครไม่เห็นภาพก็ลองไปเปิดๆดูในคลิปเกมเพลย์ในยูทูปได้ หรือลองนึกภาพเกม TellTale เวอร์ชั่นสยองขวัญก็ได้อยู่

สิ่งที่ Until Dawn สามารถทำออกมาได้ดีกว่าเกมแนวตัดสินใจเกมไหน คือระบบที่พวกเขาเรียกว่า Butterfly Effect หรือที่เรียกเป็นไทยว่า ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก นั่นเอง การกระทบเล็กน้อยที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เกินจะคาดเดา สร้างความโกลาหลวุ่นวายเหมือนแม่น้ำที่แตกออกเป็นหลายสาย ในเกมนี้ การตัดสินใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ดูไม่มีความสลักสำคัญใดๆ แต่กลับมีผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตผู้เล่นได้เลย ยกตัวอย่างเช่นวิธีที่เราเลือกในการพูดคุยกับเพื่อนในกลุ่ม จะออกแนวเฮฮา หรือกวนส้นตีน ก็จะเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของตัวละคร วันดีคืนดีเราอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากตัวละครเหล่านั้น ซึ่งการตอบโต้ ว่าจะเพิกเฉยหรือเข้ามาช่วยเหลือ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่เราเลือกพูดคุยกับพวกเขานั่นแล ตัวละครทุกตัวในเรื่องตั้งแต่คู่พระนางยันตัวประกอบทั้งหลายตายได้หมด ขึ้นอยู่กับการเล่นของแต่ละปัจเจกบุคคล เล่นดีก็รอด เล่นไม่ดี ตัดสินใจโง่ๆ เลือกแย่ก็ตาย ตอนจบหลายแบบ แถมเกมมันไม่มีจุดเซฟด้วย พลาดแล้วพลาดเลย กลับมาแก้ไม่ได้ด้วย อยากแก้ก็ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ฉะนั้นทุกการตัดสินใจจึงมีค่า อย่ารีบร้อน ต้องค่อยๆไตร่ตรองถึงผลที่อาจจะตามมาด้วยเน้อ

7358891e0f0557c36888f751f7f1f6a7

ในจุดนี้ เกมนี้จะได้เปรียบมากกว่าเกมพวก TellTale มาก ตรงที่ทางเลือกนั้นค่อนข้างหลากหลายมากกว่า การเล่าเรื่องที่ดูเป็นภาพยนตร์มากกว่า ความสัมพันธ์ของตัวละครที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากกว่า ไม่มีอะไรที่เป็นขาวดำอย่างชัดเจน ผิดกับทางเกม TellTale ที่บางทีจะยัดเยีดดราม่าเรียกน้ำตามากไป หรือช้อยส์ขาวดำ เลือกทำดีเลือกทำชั่ว เลือกเอาจะช่วยชีวิตใคร เลือกคนนี้อีกคนก็ตาย จนมันกลายเป็นสูตรสำเร็จเกม TellTale ไปจนได้ ความ complex ของทั้งเนื้อเรื่อง ความสัมพันธ์ ทางเลือก เทียบ Until Dawn ไม่ติดเลยล่ะพูดเลย

ภาพสวยมาก สวยจริงๆ เกมใช้ประโยชน์จากจอย DualShock ใหม่ของ PS4 ได้คุ้มมาก มีการใช้ TouchPad ในการเปิดหน้ากระดาษ มีการใช้ Motion Sensor เวลาซ่อนตัว เกมจะสั่งให้เราถือจอยให้นิ่งที่สุด ขืนขยับขึ้นมาก็ซวย แทนที่จะยืนซ่อนนิ่งๆสำเร็จ ต้องวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นแทน

อย่างที่ทราบกัน ตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสยองขวัญไล่ฆ่าสุด cheesy ช่วงปี 80 อย่างเช่น Friday the 13th มาเต็มๆ สังเกตได้ตั้งแต่เนื้อเรื่อง แนววัยรุ่นยกพลไปเที่ยว แล้วก็โดนไล่เก็บทีละคนอะไรทำนองนี้ ตัวเกมมีการเสียดสีล้อเลียนและหยิบยก cliche ของหนังแนวนี้มาเล่นกันสนุกสนานมาก ไม่ว่าจะเป็นการออกจากกลุ่มไปตามลำพัง การเลือกที่จะซ่อนแทนที่จะหนี การเดินในที่เปลี่ยวๆมืดๆแทนที่มึงจะเปิดไฟ หรือการที่สาวร่านประจำก๊วนจะต้องตกเป็นเป้าคนแรกเสมอ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเกมจะหยิบยกพล็อตคลาสสิกพวกนี้มาสร้างแบบก็อปแปะกันเป๊ะๆ ตัวเกมยังมีการนำเสนอเนื้อหาที่น่าตื่นเต้น วางปริศนาที่น่าสนใจให้ผู้เล่นได้ค้นหา และการให้ทางเลือกผู้เล่นที่จะเล่นตาม cliche หนังสยองขวัญทั่วไป หรือจะสวน cliche แล้วทำอะไรที่มันดูมีเหตุผล อย่างเช่นที่เรามักจะตะโกนด่า ชี้โบ้ชี้เบ้เวลาตัวละครโง่ๆไม่ยอมเปิดไฟแล้วเดินเข้าไปที่มืดคนเดียวโดยที่ไม่มีอาวุธป้องกันตัวไรงี้ ทีนี้แหละที่เราจะสามารถสั่งให้ตัวละครเดินไปเปิดสวิทช์ไฟโดยที่ไม่ต้องโหวกเหวกโวยวายใส่ทีวีซักที ทำให้ตัวเกม Until Dawn มีความสดใหม่ในตัวของมันเอง เป็นหนังสยองขวัญในฉบับตัวเองโดยที่ไม่ต้องเลียนแบบใครเลย

until_dawn_PSX_2.0

เอาเข้าจริงๆเกมมันไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้นเลยนะ แต่สิ่งที่เกมประสบความสำเร็จคือการสร้างความกดดันและความเครียดนั่นเอง ตัวเกมจะสร้างสถานการณ์กดดันขึ้นมาบีบคั้นผู้เล่นให้ต้องขยับตูดนั่งไม่ติดเก้าอี้ตลอดเลยเวลาล่ะ ใช้ประโยชน์จาก Motion Sensor ในจอยและ Quick Time Event ในช่วงที่เหตุการณ์ในเกมตึงเครียดและบีบคั้นได้ถูกจังหวะจะโคนมาก มันทำให้ผมรู้สึกเหนื่อยและอึดอัดไปพร้อมกับตัวละครของผมได้เลยด้วย อยากพักมั้ยก็อยากนะเวลาเล่นนานๆ แต่อยากเล่นต่อมั้ยก็อยากเล่น มันมันมาก ตื่นเต้น เล่นแล้วโคตรตื่นตัว ยิ่งช่วงท้ายเกมนะ กำจอยแน่น แน่นมาก พอจบเกมปุ๊บ ปล่อยมือออกมา มือนี่แฉะไปด้วยเหงื่อเลย (มิได้โม้แต่อย่างใด)

960150

อย่างที่เกริ่นไว้ในย่อหน้าก่อน นั่นแหละคือข้อเสียของเกมข้อนึง คือมันไม่น่ากลัวครับ ตัวเกมมันบิ๊วบรรยากาศความน่ากลัวไม่ขึ้น หรือเราพอจะมีภูมิต้านทานด้านนี้แล้วก็ไม่รู้แหละ แต่เรามีความรู้สึกว่าเราไม่ค่อยจะกลัวเลย ทั้งที่มันเป็นเกมสยองขวัญนะ เกมมันไปเน้นที่ Jumpscare เยอะไปหน่อย ซึ่งจะทำไงได้ มันดันเป็นสิ่งๆเดียวที่พอจะช่วยให้เกมมันน่ากลัวขึ้นมาได้ จากที่เราควรจะเล่นไปกลัวไป กลายเป็นว่าเราเล่นไปต้องมานั่งหวาดระแวงไป พารานอยด์ไป ว่าไอ้นู่นไอ้นี่มันจะมาโผล่ใส่หน้าเราเมื่อไหร่ ยิ่งเปิดเสียงทีวีดังๆยิ่งโครมครามน่าตกใจอีก ซึ่งผมไม่ชอบเท่าไหร่นะ ไอ้เกมที่ยัดเยียด Jumpscare รัวๆเนี่ย แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นยัดเยียดสุดตีนแบบ Five Night at Freddy’s หรอก

until-dawn-screenshot-03-ps4-us-07aug14

ผมชอบตัวละครของเกมนี้นะ แต่ละตัวก็เป็นตัวแทนของ Stereotype ต่างๆที่เห็นได้ทั่วไปตามหนังสยองขวัญแทบทุกเรื่อง ตอนก่อนเล่นเราเคยคิดว่าเราจะปล่อยพวกพูดมาก แรดๆน่ารำคาญให้ตายไปเลย เหมือนในหนังอะไรอย่างนี้ แต่ไปๆมาๆยิ่งเล่นไปเรื่อยๆเรากลับรู้สึกผูกพันไปกับตัวละครเหล่านี้นะ ต่อให้เราไม่ค่อยชอบหน้าตัวไหนก็เหอะ แต่พอตัวละครตัวนั้นมันตายที เราก็อดรู้สึกผิดไม่ได้อีกน่ะแหละ เหมือนเราพามันไปตายยังไงไม่รู้ เนื้อเรื่องของเกมจัดว่าโอเคเลยนะ มีการผูกเรื่องราว นำเสนอได้ค่อนข้างโอเคมากถึงมากที่สุด เหมือนดูหนังสยองขวัญบ้าๆดีๆซักเรื่อง สิ่งที่ชอบมากคือความลึกลับของมันนะ ปริศนาที่ผู้เล่นและตัวละครต้องค้นหาควบคู่ไปกับการเอาชีวิตรอด ปะติดปะต่อจิกซอว์ทีละชิ้น ซึ่งสุดท้ายเมื่อถึงตอนที่เฉลยความจริง กลายเป็นว่าหลังจากนั้นเกมเปลี่ยนเลยว่ะ ความน่าสนใจหล่นฮวบ กลายเป็นการเอาชีวิตรอดเพียวๆอย่างเดียว จากหนังสยองขวัญชั้นดี พลิกเป็นหนังสยองไล่ฆ่าธรรมดาไปเลย มันไม่ได้แย่นะ แต่เสน่ห์ที่ผมหลงใหลตั้งแต่แรกเล่นมันหายไปเลย ช่วงท้ายรู้สึกว่ามันรวบรัดไป จบเร็ว ความลึกลับหาย ความน่ากลัวไม่มี แต่อย่างน้อยก็ถูกแทนที่ด้วยความลุ้น อดรีนาลีนสูบฉีด ก็พอได้อยู่นะ ไม่ถือว่าพัง

maxresdefault (2)

โดยรวมผมให้ Until Dawn 8/10 ละกัน ชอบการนำเสนอของเขา ไอเดียดี การเล่าเรื่องแจ่ม สนุก เครียด กดดัน แฟนๆหนังสยองขวัญน่าจะชอบกัน เสียที่ไม่ค่อยจะน่ากลัวเท่าไหร่ และช่วงท้ายๆมันรวบรัดไปหน่อยเท่านั้นแหละ ใครมี PS4 ก็ลองหยิบมาเล่นดู ไม่เสียใจ

until-dawn-screenshot-02-ps4-us-07aug14

ปล. แค่ฉากแซมนุ่งผ้าเช็ดตัววิ่งนี่ก็ 10/10 แล้วครับ

maxresdefault

Advertisements

2 คิดบน “[Review] Until Dawn – Cinematic Horror Experience

  1. เห็นด้วยเลยว่าพอเฉลย maniac คือใครความน่าสนใจหล่นฮวบ แต่เราติดใจอยู่อีกอย่างคือตัวละครทุกตัวมีทั้งด้านดีด้านเลว แต่ Sam ดูมีแต่ด้านดี(ถ้าไม่นับทางเลือกที่หยิบมือถือ Christ มาดูนะ แต่นั่นมันก็เรื่องเล็กมาก) เป็นตัวละครที่หน้าตาดีสุดแต่ดันแบนราบสุดซะงั้น เพอร์เฟ็คเกินจนรู้สึกขัดใจเล็กๆ 555

    • แซมเขามาตามสูตรนางเอกสาวแสนดีที่มักจะรอดเป็นคนสุดท้ายของหนังแนวนี้อยู่แล้วด้วยแหละครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s