9 อันดับเกมยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ของข้าพเจ้า

final-fantasy-xv-noctis-gladio-ignis-prompto

ปีที่แล้วจัดอันดับ 5 เกมในดวงใจไปแล้ว ขี้เกียจนะ แต่ปีนี้ก็ไม่อยากจะเลิกไปดื้อๆ ปีนี้เกมดีๆก็เยอะอยู่ อยากจัดอีกเหมือนกัน คอนเทนต์บล็อกเราก็แทบจะไม่มีห่าอะไรแล้ว ก็ต้องวนเวียนอยู่แค่นี้แหละ อัพงานหนังสือ อัพรูปไปเที่ยว สัพเพเหระนิดหน่อย แล้วก็จัดอันดับไรงี้ ปีที่แล้วเลือกมาแค่ 5 อันดับ สาเหตุนึงคงมาจากเรานั่งเขียนเอาคืนวันที่ 31 ธันวาแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมง ไม่สิ นาทีก็จะขึ้นปี 2016 แล้ว เราก็เลยอยากเขียนและโพสให้ทันก่อนจบปี 2015 เลขมันจะได้สวยๆ

ปีนี้วงการเกมเราค่อนข้างคึกคักเลย เกม AAA เทพๆ เกมอินดี้ดีๆมีให้เล่นเพียบ ถามว่าได้เล่นหมดเลยมั้ย ไอ้พวกเกมแนะนำ เกมโหดๆปีนี้น่ะ ไม่หรอก ตอนแรกอยากจะเขียน 10 อันดับ แต่พอเราลองลิสต์ชื่อเกมที่ชอบปีนี้ไปเรื่อยๆเตรียมเอามาเรียงลำดับ ปรากฎว่านึกออกแค่ 9 เองว่ะ เรามั่นใจว่าลิสต์เราคงใหญ่กว่านี้นะ และเกมอย่าง Firewatch, Inside, Fire Emblem หรือ The Last Guardian ก็น่าจะติดโผของเราด้วย ติดที่ว่าเรายังไม่ได้เล่นเกมที่กล่าวมานี่ซักเกมเลยนี่ดิ ต่อให้เทพระดับไหน ถ้าเราไม่ได้เล่นด้วยตัวเอง เราจะจัดอันดับลงบล็อกตัวเองทำห่าอะไรล่ะ ก็อปลิสต์ชาวบ้านมาแปลก็จบ เพราะฉะนั้นก็เอามาแค่ 9 ละกัน ไม่ต้องครบ 10 ก็ได้ จะตัดให้เหลือ 5 แบบปีที่แล้วก็ไม่เอา เพราะเกมที่อยากจะพูดถึงด้วยมันจะหายไป

อีกอย่างที่อยากพูดให้เคลียร์คือไม่ได้จัดอันดับเกมยอดเยี่ยม เกมดีเด่นของปีนี้นะ ไฮไลท์อยู่ที่คำว่า “ของข้าพเจ้า” เพราะงั้นถ้าเห็นเกมที่ชอบอันดับต่ำ หรือเกมที่ไม่ได้ดีอะไรขนาดนั้นอยู่สูงหน่อย ก็ไม่ต้องมาเดือดดาลโวยวาย คือจัดอันดับเกมตามความชอบส่วนตัว ย้ำว่าส่วนตัวเว้ย เกมดีไม่ดีไม่รู้ แต่ถ้ากูชอบตำแหน่งมันก็สูงอ่ะ ปัจจัยย่อยของตัวเองทั้งนั้น รสนิยมคนเรามันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมาด่าด้วย

เอ้า เริ่ม

 

9. Uncharted 4

23815901722_4d1edf4ed1_b

ไอ้ที่อยากลิสต์ 10 อันดับเกมเนี่ย ตอนแรกเอาเข้าจริงๆไล่มาได้แค่ 8 เกมเอง เกมนี้จะไม่ติดโผเราซะด้วยซ้ำ แต่พอบอก 8 อันดับเกมแม่งก็ฟังดูแปลกๆ อย่างน้อยเพิ่มขึ้นมาอีกซักอันดับก็ยังดี ให้มันใกล้ 10 ขึ้นไปอีก

uncharted-4-a-thiefs-end

เกมไม่ได้แย่เลยนะ เกมห่างไกลคำว่าแย่หลายปีแสงเลยด้วย จัดว่าเป็นหนึ่งในเกมที่เทพที่สุดของปี เรือธงของ PS4 เลยก็ว่าได้ แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆกับเกมนี้มากๆเลยอ่ะ น่าจะมาจากเหตุผลหลายๆอย่าง เราไม่อินกับเนื้อเรื่องมากนัก ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับนาธานเหมือนแฟนเกมคนอื่นๆ เพราะมันคือเกม Uncharted ภาคแรกที่เราเล่นด้วย ไม่เคยมี PS3 ไม่เคยได้ซื้อ Nathan Drake Collection มาเล่น เกมมันเลยไม่ได้มี emotional impact อะไรกับเราเลยซักนิด ทั้งที่มันเป็นแชปเตอร์อำลาของตัวละครที่อยู่คู่คอนโซลโซนี่มาหลายปี เกมเล่นเพลิน มัน สนุก แต่เล่นจบแล้วก็จบกัน ไม่มี replay value ในความรู้สึกเราเท่าไหร่เลย

(เดี๋ยวจะเจาะลึกเหตุผลด้วยด้านล่าง เลื่อนลงมาเดี๋ยวก็เจอ)

 

8. Pokemon Sun/Moon

facebook-share-image-usa

ในที่สุดหลังจากที่กระแสสังคม ความเห่อ และ bandwagon ของ Pokemon Go จากเราไป ก็ถึงเวลาของเกมโปเกมอนของจริงกันซักที ในภาคนี้ เราได้ออกตะลุยไปในภูมิภาคเกาะทะเลใต้ชื่ออโลร่า ที่เต็มไปด้วยตัวละครที่น่ารู้จัก โลเคชั่นใหม่ๆที่น่าสำรวจ และที่สำคัญ โปเกมอนใหม่ๆให้เราออกไปจับ เกมในภาคนี้เป็นการพาเฟรนไชร์เก่าแก่ของเราไปสู่ยุค 3D อย่างเต็มตัว โมเดลตัวละครสมจริงคล้ายมนุษย์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เวลาแบทเทิลก็มีเทรนเนอร์ยืนอยู่ข้างหลัง รายละเอียดกระจุ๊กกระจิ๊กสารพัด การปรับ UI ใหม่เพื่อความสะดวกสบาย การยกเครื่องระบบยิม, HM และเกมเพลย์บางจุดใหม่อย่างสิ้นเชิง นอกจากจะรักษาขนบธรรมเนียมเกมโปเกมอนที่แฟนๆหน้าเก่ารักและหวนหา ยังเป็นการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ และนำพาเฟรนไชร์ไปสู่ทิศทางที่ไม่เคยไปมาก่อนด้วย เป็นเกมโปเกมอนเพื่อแฟนๆทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่อย่างแท้จริง

pokemon_sun__moon_6

ควยไร Pokemon Go

capture

 

7. Ratchet and Clank

rcps4_main

มันคือสุดยอดเกมม้ามืด หนึ่งในเกมที่ underrated ที่สุดของปีเลยล่ะ ปกติผมเป็นคนที่ไม่เคยชอบเกมสไตล์ platformer เลยนะ จะมองว่ามันเป็น genre ที่ตกยุค ไม่มีที่ยืนในตลาดปัจจุบันแล้วด้วยซ้ำ แต่ Ratchet and Clank นี่จะเรียกว่าเข้ามาเปลี่ยนความคิดของผมก็ว่าได้เลย ในภาคนี้ เป็นการรีบูทเนื้อเรื่องของเฟรนไชร์ใหม่ทั้งหมด โดยเป็นการนำเนื้อเรื่องของเกมภาคแรกสุดมาเล่าใหม่ โดยแต่งเติมนู่นนี่นิดหน่อยลงไปเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เป็นเกม Action platformer ที่นอกจากจะคงความคลาสสิกของ genre เก่าแก่ไว้อย่างครบถ้วน ยังอัดแน่นไปด้วยแอ็คชั่นบ้าระห่ำที่การันตีว่าคุณไม่มีทางเล่นแล้วเบื่อได้เลย นานๆทีจะได้เจอเกมเก่าๆที่รีเทิร์นกลับมาแล้วเวิร์คได้ขนาดนี้ เป็นเกมนึงที่ผมเอ็นจอยที่สุดในปีนี้เลย และเป็นเครื่องยืนยันได้อีกด้วยว่าเกม Action platformer หรือ genre ที่คนคิดว่าตายไปแล้ว หากได้ developer ดีๆ เอากลับมาสร้างให้ดี มันก็ดีได้ ขายออกแน่นอน ของมันดีเดี๋ยวคนก็ซื้อเอง หากินกับแฟนหน้าใหม่แบบผมก็ได้ หรือรับอานิสงค์จาก nostalgia แฟนหน้าเก่าก็ดี

 

6. Overwatch

maxresdefault

เกมมัลติเพลเยอร์เกมแรกและเกมเดียวบนลิสต์นี้ อาจจะไม่ใช่เกมที่เทพที่สุด ซับซ้อนที่สุด แต่ก็เป็นหนึ่งในเกมที่ได้รับความนิยมและกระแสตอบรับดีที่สุดเป็นอันดับต้นๆของปีนี้เลย เล่นกับเพื่อนนี่ยิ่งสนุก ตะโกนแหกปากด่ากัน รวมทีมมาให้ครบ 6 คนยิ่งมัน ตัว developer อย่าง Blizzard ก็ดี ในยุคที่ dlc จ่ายตังค์มีอยู่ทุกหัวระแหง เรากลับมีอัพเดตฟรี อีเวนต์กิจกรรมพิเศษมาให้เล่นกันไม่ขาดสาย ต้องปรบมือ

screenshot_16-06-28_23-41-31-000

อันที่จริงอยากให้อันดับสูงกว่านี้ แต่เนื่องด้วยธรรมชาติของมันที่เป็นเกมออนไลน์/มัลติเพลเยอร์อ่ะ เราไม่ค่อยเล่นเกมแนวนี้เท่าไหร่อยู่แล้ว ถ้าตอนยังเรียนอยู่ม.ปลายมันก็เล่นกับเพื่อนได้ไม่มีปัญหาอะไร ตอนนี้แม่งเรียนกันคนละที่แล้ว แต่ละคนก็ไม่ได้ว่างตรงกัน บางคนไปอยู่หอ ไม่มีเน็ตใช้ จะรวมทีมกันเหมือนแต่ก่อนก็ลำบาก จากที่เล่นกันทุกคืน ทุกวันนี้ไม่ได้เปิดเกมมาหลายเดือนแล้ว เล่นคนเดียว เล่นกับคนแปลกหน้า ยังไงมันก็ไม่สนุกเท่าเล่นกับเพื่อนว่ะ

 

5. Deus Ex: Mankind Divided 

header

ถ้าไปดูรีวิวจากนักวิจารณ์มืออาชีพจากทั้งไทยและเทศแล้ว เกมนี้คะแนนน่าจะต่ำสุดในบรรดาเกม 9 เกมบนนี้เลยล่ะ ซึ่งก็จริงน่ะแหละ เราว่าแม่งเป็นเกมที่เนื้อเรื่องและการเดินเรื่องคือโคตรเลวร้าย ว่าง่ายๆคือเหี้ยเลยน่ะแหละ เล่นตั้งแต่ต้นจนจบ กูยังไม่รู้เลยว่าแม่งเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครเป็นใคร อะไรยังไง ทำไมรู้สึกว่าแม่งมีแค่นี้ เนื้อเรื่องสเกลง่อยสัสๆ ถ้าเทียบกับภาคก่อนๆ (เท่าที่ฟังมา พึ่งเคยเล่นภาคนี้ภาคแรก)

Deus Ex: Mankind Divided™_20160816165906

แต่แม่งเป็นเกมที่เกมเพลย์เทพเหี้ยๆ เป็นเกม stealth ที่โคตรมัน คือปกติเราเป็นคนชอบเล่นเกมแนวลอบเร้นอยู่แล้ว เลยยิ่งชอบเป็นพิเศษ ทั้งอิสระเสรีในการสำรวจ กรุงปรากที่ไม่ได้กว้างใหญ่ แต่เปี่ยมไปด้วยความลับในหลืบมุมรอให้ค้นหา ทางเลือกในการทำเควสที่แทบจะไม่มีสิ้นสุด อยากจะเป็นไซบอร์กนักฆ่า เข้าไปกราดปืนกลให้ตายเรียบ, แอสแซสซินสายสเตลท์เก็บเฮดช็อทไม่มีพลาด หรือจะสายรักสงบ ไม่ฆ่าใครยันจบเกมเลยก็ได้ นี่เล่นจบไปสองรอบ ทุกครั้งที่ทำเควส บุกที่นู่นที่นี่ซ้ำหลายครั้ง ก็ยังพบ alternate route หรือทางเลือกวิธีปิดเควสที่ไม่เคยพบเห็นมาใน playthrough ครั้งก่อนๆด้วย เล่นแบบไม่ต้องแคร์เนื้อเรื่อง เก็บ achievement โคตรเพลิน เป็นอีกเกมนึงของปี 2016 ที่ underrated มากๆเลยแหละ

 

4. Rise of the Tomb Raider: 20 Year Celebration

maxresdefault-1

ทางเทคนิคแล้วมันไม่ใช่เกมปี 2016 นะ เพราะมันลงเครื่อง Xbox One ตั้งแต่พฤศจิกาปี 2015 แล้ว แต่มันพึ่งมาลง PS4 เอาปีนี้ เป็นเวอร์ชั่นสมบูรณ์รวม dlc พร้อมสรรพ ก็นับซะว่ามันออกปีนี้ละกันเนอะ

เกมนี้มันถูกนำไปเทียบกับ Uncharted 4 ตลอดอ่ะ เพียงแค่ว่ามันเป็นเรื่องของนักล่าสมบัติเหมือนกัน แต่เอาเข้าจริงๆทั้งสองเกมนั้นแตกต่างกันมากเลยนะ ให้เทียบกันง่ายๆคือ Uncharted 4 นี่เหมือนเรานั่งดูหนังแอ็คชั่นตลาดซักเรื่องอ่ะ อย่าง Fast and Furious ก็ได้ อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็คชั่นแบบไม่หยุดหย่อน มันหยดติ๋ง อดรีนาลีนสูบฉีดกันทุกนาที มันไม่ใช่ข้อเสียนะ แต่มันทำให้การเล่าเรื่องไม่มีจังหวะได้พักหายใจอ่ะ มันเล่าเรื่องของนักล่าสมบัติ แต่โฟกัสของสตอรี่มันแทบจะไม่ได้อยู่ที่สมบัติเลยด้วยซ้ำ แทนที่มันจะเป็นเกมแอ็คชั่นผจญภัยล่าสมบัติ ในความรู้สึกเรามันเลยเป็นได้แค่เกมแอ็คชั่นผจญภัยอย่างเดียวอ่ะ

uncharted-4-screenshot-7

ในขณะที่ Rise of the Tomb Raider มันเลือกที่จะเข้าหาผู้เล่นในทิศทางตรงกันข้าม จังหวะการเล่าเรื่องช้าลง ให้ผู้เล่นได้มีโอกาสพักหายใจ ให้ได้มีโอกาสมองไปรอบๆแล้วซึมซับบรรยากาศ ความรู้สึกโดดเดี่ยว และการต่อสู้เอาชีวิตรอดอย่างแท้จริง มันไม่ใช่เกมที่มุ่งหน้าไปทางแอ็คชั่นอย่างเดียว แต่เลือกโฟกัสไปที่ความรู้สึกของการผจญภัยมากกว่า เหมือนหนังแอ็คชั่นผจญภัยที่นอกจากจะมีแอ็คชั่นพอหอมปากหอมคอแล้ว ยังมีสตอรี่และคาแร็คเตอร์ที่น่าติดตามเอาใจช่วย คาแร็คเตอร์ที่ไม่ใช่แอ็คชั่นฮีโร่สุดเพอร์เฟ็ค ตัวละครสุดคลิเช่ แต่เป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์และเปราะบางภายใต้เปลือกนอกที่แข็งแกร่ง

rise-of-the-tomb-raider-screenshot-02

ลาร่ามันดูมีความเป็นนักล่าสมบัติมากกว่าเนธานเยอะอ่ะ ตัว Uncharted กับ Tomb Raider มันมี collectibles อย่างนึงเป็นสมบัติกันทั้งคู่ ซึ่งเราว่าใน Tomb Raider มันเก็บสนุกและเก็บมันกว่า Uncharted มากๆอ่ะ มันมีความรู้สึกว่าเราเจอสมบัติจริงๆ มีเสียงลาร่าพากย์ voice-over บรรยายให้ มีข้อความบรรยายประวัติให้ แถมมันไม่ใช่การงมเข็มในมหาสมุทรด้วย สมบัติไม่ได้ซุกหลืบให้หายากจนเว่อร์เกิน แต่มักจะอยู่ในแอเรียที่เราสามารถเข้าสำรวจได้ แต่ไม่ได้จำเป็นต่อเนื้อเรื่อง ก็คือมันให้รางวัลกับความอยากรู้อยากเห็น ความช่างสำรวจแบบนักล่าสมบัติลาร่านี่แหละ คราฟของ สู้สัตว์ป่าที่หิวโหย ปราบองค์กรตัวร้าย ล่าสมบัติ มันเป็นเกมที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นนักผจญภัยได้อย่างแท้จริงอ่ะ สิ่งที่ Uncharted ให้กับเราไม่ได้

preview-screenshot_1

 

3. Dark Souls 3

darksoul_facebook_mini

พูดเลยว่าตอนแรกไม่กล้าเล่น คือเราได้ยินกิตติศักดิ์ของเฟรนไชร์เกมนี้มานานมาก เกมมันโหด เกมมันยากที่สุดในโลก ก็ว่านู่นว่านี่ไปนั่น สุดท้ายมันมาถึงจุดๆนึงที่เราคิดว่าเออ ถ้าเราไม่ลองก็ไม่รู้สิวะ คอมเราอาจจะไม่เทพก็ใช่ แต่ตอนนี้เรามีคอนโซลเน็กซ์เจนอ่ะ เกมในตำนานขนาดนี้ จะไม่ลองเล่นได้ไงวะ

4307089126946560a9ea23006183291c

10 ชั่วโมงแรกแม่งเป็นอะไรที่ทรมานมาก เล่นเกม Action RPG ในชีวิตมากี่เกม ก็ไม่ได้ช่วยเตรียมตัวเตรียมใจกูให้พร้อมกับความบ้าระห่ำของเกมตระกูล Souls ได้เลย เลือดตาแทบกระเด็น ชนะบอสตัวนึงแทบจะวิ่งรอบบ้าน พอเวลาผ่านไป จากความเหนื่อยล้า ท้อแท้ มันกลายเป็นการเสพติด challenge อ่ะ ยิ่งยากยิ่งมันมือ ยิ่งแพ้ยิ่งอยากชนะ วางจอยกันไม่ลง มันสัสๆ มันเหี้ยๆ ในขณะที่เกมอื่นจูงมือเราและคอยนำทางตลอดการเดินทาง Dark Souls แม่งถีบหน้าเราจมขี้โคลนแล้วบอกให้มึงช่วยตัวเอง แพ้แม่งหรอ ก็สู้ต่อไปดิ มึงไม่ปรับตัว ไม่เรียนรู้ ก็มีแต่ตายกับตาย

maxresdefault-2

พอเล่นจบปุ๊บ วิ่งไปซื้อภาค 1 กับ 2 แล้วก็ Bloodborne มาเล่นแทบไม่ทัน จบหมดแล้ว ขาดแค่ dlc ของภาค 2 นี่แหละที่ยังไม่เคลียร์ นอกนั้นก็เรียบร้อย ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในเฟรนไชร์เกมที่ชอบที่สุดตลอดกาลไปแล้ว

 

2. Final Fantasy XV

ffxv-176808

ไม่เคยเล่น FF ซักภาค ไม่เคยรู้จักอะไรใดๆทั้งสิ้น ไม่เคยคิดจะเล่น ด้วยความที่ JRPG มันไม่ค่อยจะใช่แนวซักเท่าไหร่ มาภาคนี้เห็นว่ารอคอยกันมาสิบกว่าปี แถมแทบจะยกเครื่องระบบใหม่ทั้งเกม ลงแค่คอนโซลอีก คนมีคอนโซลไม่ซื้อมันก็กระไรอยู่เนอะ

ปรากฎว่าติดงอมแงมเลยจ้า ไม่เคยติดและผลาญเวลาลงไปกับเกมเยอะเท่านี้นับตั้งแต่ Witcher 3 กับ Fallout 4 เมื่อปีที่แล้วแล้ว แฟนๆหน้าเก่าอาจจะไม่ค่อยชอบภาคนี้ซักเท่าไหร่ เราก็ไม่รู้หรอกนะว่าเพราะอะไร แต่ในฐานะ newcomer หน้าใหม่ เราแม่งโคตรเอ็นจอยกับเกมนี้เลยอ่ะ โลกโอเพ่นเวิร์ลที่เปี่ยมไปด้วยสตอรี่มากมาย คาแร็คเตอร์ที่โดดเด่น เกมเพลย์ที่โคตรไหลลื่น ระบบคอมแบทที่โคตรจะมัน

3029002-caem1

แต่ข้อเสียของมันก็ไม่ใช่เล่น หนึ่งเลยคือเกลียดดันเจี้ยนชื่อ Pitioss ตอน end-game เหี้ยๆ นึกแล้วหัวร้อน ใครเคยเล่นแล้วคงอ๋อ แต่ถ้าไม่รู้จักผมแนะนำให้ลองไปค้นดูนะ นี่ผมลงดันนี้มา 4 ชั่วโมงรวดแล้วอ่ะ จนถึงวินาทีนี้ ที่นั่งเขียนอยู่นี่ก็ยังไม่เคลียร์เลยด้วย

สองคือสตอรี่หลักของเกมครับ มันเหมือน เหมือน Deus Ex มากๆ ตรงที่เป็นเกมที่สนุกเหี้ยๆทั้งคู่ แล้วก็เดินเรื่องห่วยแตกเหี้ยๆทั้งคู่เช่นกัน ไม่ใช่ว่าเนื้อเรื่องมันไม่ดี แต่มันไม่มีความชัดเจน โทนเรื่องมันชิฟไวเกิน เกมขาด sense of urgency อย่างจริงจัง pacing ก็บ้าๆบอๆ เดินเรื่องพังมาก และมีความรู้สึกว่าตัว lore เอยอะไรเอยของมันอ่ะ ไป rely กับหนังมากเกินไป อ๋อ อยากรู้เรื่อง ให้เคลียร์ต้องไปดูหนังดูซีรีส์ ซึ่งมันตลกอ่ะ จะมาอ้างว่าที่คุณไม่เก็ตนู่นนี่เพราะไม่ไปดูหนังก่อนมันก็ไม่ถูก เกมที่ดีมันควรจะเล่าเรื่องด้วยตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ดิ ไม่ใช้งี้ chapter 13 อ่ะคือจุดต่ำสุดของเกมแล้ว ดึงสิ่งที่ทำให้เกมสนุกทิ้งไปหมด เข้าใจว่าเพื่อสตอรี่ เพื่อเล่าเรื่อง แต่แม่งไม่ควรออกมาเป็นอย่างงี้

final-fantasy-xv-monster-car

โชคดีมาก ที่ chapter สุดท้ายเข้ามากู้สถานการณ์ทั้งหมด ทั้งหมดเลยจริงๆ เล่นประเด็นเรื่องพวกพ้อง เล่นโบรแมนซ์ได้เวิร์คเหี้ยๆ ไม่ใช่ว่าบทดีหรืออะไรนะ แต่มันเอาความรู้สึกผูกพันระหว่างผู้เล่นกับตัวละครในเกมที่ใช้เวลาด้วยกันมาตลอด 70 กว่าชมของเรามาใช้ มันเลยมีฟีลที่ว่าไม่ใช่แค่น็อคทิสที่รู้สึกสนิทผูกพันกับบอยแบนด์ แต่มันมีเราเข้าไปด้วย เป็นสมาชิกคนที่ห้าของแก๊งไรงี้ ยิ่งฉากจบ คัทซีนสุดท้ายและสองสามคัทซีนก่อนหน้า แม่งเล่นเอาบ่อน้ำตาแตกอ่ะ ซึ้งเหี้ยๆ พอเอาทุกอย่างมาทบทวน เรียงต่อกัน สตอรี่ไลน์แม่ง epic เหี้ยๆ เทพเหี้ยๆ เพียงแค่ว่าไอ้ตอนแรกเสือกเล่าเหมือนเล่าไม่เป็นแค่นั้น เกมแม่งจบโคตรสวย ยกให้เป็นหนึ่งใน video game ending ที่ดีที่สุดตลอดกาลในใจเราเลย

 

1. The Witcher 3: Blood and Wine

the_witcher_3_blood_and_wine_expansion_art_1

มันไม่ใช่แม้แต้เกมเต็มซะด้วยซ้ำนะ แต่แม่งเอ๊ยมึง มันเทพระดับที่ว่าจะนับเป็นเกมเต็มเกมนึงเลยก็ว่าได้อ่ะ เควสเยอะ คอนเท้นต์เยอะ playtime เผลอๆจะเยอะกว่าเกมเต็มบางเกมซะด้วยซ้ำ ต้องยกแม่งเป็นที่หนึ่งของปีนี้จริงๆว่ะ เอาเกมเพลย์เทพๆ เอาระบบคอมแบทสนุกๆ เอาเนื้อเรื่องระดับหนังออสการ์มารวมกัน แม่งจะออกมาเป็น The Witcher 3 นี่แหละ โคตรพ่อโคตรแม่แห่งเกมเทพ ไม่รู้จะสรรหาอะไรมาบรรยายสรรพคุณ ปีที่แล้วยกให้เป็นที่ 1 เกมในดวงใจผมไปแล้วนะ ปีนี้ต้องยก dlc แม่งนี่แหละ

1314881

เกมเพลย์อาจจะไม่ได้เป็นที่ 1 นะพูดกันตามตรง ยังมีเกมอื่นที่คอมแบทเทพกว่านี้ก็เยอะแยะไป แต่สิ่งที่เป็นตัวชูโรงที่สุดของ Witcher 3 ทั้งเกมเต็มและ dlc สองตัวคือบท คือสตอรี่และการเดินเรื่องของมันนี่แหละ ที่ผ่านการคัดกรองกลั่นเกลาออกมาจนเป็นเกมระดับที่สมบูรณ์แบบได้ ตัวผมเองอ่ะชอบเกม single player อยู่แล้ว และปัจจัยที่สำคัญที่สุดในใจของผมคือเนื้อเรื่องนี่แหละ เกมเพลย์มันสนุก มันก็อยู่ได้กับเราแค่ชั่วขณะ สนุกประเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่เนื้อเรื่องที่ดี สตอรี่ที่น่าประทับใจ มันจะตราตรึงอยู่กับเราไปอีกนานปีเลยนะ หนังบางเรื่อง เกมบางเกม แค่ได้เห็นปก ก็พาเรานึกย้อนไปถึงช่วงเวลาของความสุข ช่วงเวลาของความเศร้าของมันได้ราวกับเครื่องย้อนเวลา อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกถ่ายทอดมา มันไม่หายไปไหนเว้ย มันจะอยู่ในใจเราเสมอ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่ Blood and Wine ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เป็นแชปเตอร์สุดท้ายของเกม เป็นบทส่งท้าย เป็นเวลาที่เราต้องกล่าวคำอำลากับลุงหงอก Geralt of Rivia ผู้เป็นที่รักของเราแล้ว ซึ่งจุดๆนี้ CD Projekt Red แม่ง nailed it จริงๆว่ะ น้ำตาซึม จะร้องไห้ ความผูกพันที่ร่วมฝ่าฟันกันมา ถ้าตอนจบ Final Fantasy XV ว่าเทพแล้ว Blood and Wine นี่แหละ คือที่สุดของที่สุด

maxresdefault-3

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s