[Review] The Legend of Zelda: Breath of the Wild – Undoubtedly A Masterpiece

ใครจะไปคิด ว่านินเทนโดจะสามารถปลุกชีพซีรีส์เก่ากึกอย่าง The Legend of Zelda ให้คืนฟอร์มกลับมาลงคอนโซลได้อย่างยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ท่ามกลางการขับเคี่ยวต่อสู้อย่างเข้มข้นของตลาดเกม AAA ในปัจจุบัน

BOTW-Share_icon.jpg

การทิ้ง formula ของการลงดันเจี้ยนซึ่งเป็นเอกลักษณ์และจุดขายสำคัญของเกมไป อาจจะเป็นการตัดสินใจที่สุ่มเสี่ยง สำหรับสิ่งที่ดีและสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว จะไปแก้ไขอะไรมันทำไม ในเมื่อมันไม่มีอะไรต้องแก้ แต่ในทางกลับกัน การตัดสินใจที่บ้าบิ่นครั้งนี้ มันเป็นการทลายขนบธรรมเนียมและทดลองก้าวกระโดดไปในทิศทางใหม่ ซึ่ง BOTW กับการก้าวสู่การเป็นเกม open world sandbox คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้ว

VH6Y8pxDFc4bkk9h4BiWYS.jpg

เหมือนนินเทนโดจะรู้จักและเข้าใจในกลุ่มลูกค้า ฐานผู้เล่นแฟนเบสในปัจจุบัน ที่พูดกันตามตรงก็คือโตตายห่ากันหมดแล้ว สิ่งที่แตกต่างจากเกมในภาคก่อนๆอย่างนึงที่สำคัญมากจึงเป็น difficulty curve ของมันซึ่งไม่ได้เกรงใจเราเลย มอนเกินครึ่งของเกม ไม่ว่าลิ้งค์จะมีอาวุธที่ทรงพลังหรือเกราะที่แข็งแกร่งแค่ไหน ก็สามารถ one-hit-kill คุณได้สบายๆ, ความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการ inventory และ stamina อย่างสม่ำเสมอ, รวมไปถึงการผจญภัยและ sense of discovery ของมันที่พูดได้เต็มปากว่าเหนือชั้นกว่าเกม open world อื่นๆมาก คือทุกอย่างในเกมแทบจะเป็น manual หมด เกมปฏิบัติกับผู้เล่นอย่างยุติธรรม ให้เกียรติเรา และปล่อยให้เราเรียนรู้และทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง ไม่มีการมาจูงมือ สั่งสอน ป้อน tutorial ไม่หยุดหย่อน แมพไม่มีไอคอนอะไรมาให้ นอกจากปลายทางเควสหลัก ที่เหลืออยากไปไหน จะทำอะไรต้องมานั่งส่องกล้องมาร์คจุดหมายเอาเอง เควสย่อยไม่มีแม้แต่มาร์คเกอร์ว่าต้องไปที่ไหนทำอะไร มีแค่คำแนะนำจาก NPC แล้วก็มาร์คตำแหน่งว่าต้องกลับมาหามันตรงนี้แค่นั้น

bm15dmoa3opnudipxa7i.jpg

เราชอบเกมประเภทนี้มากๆ มันเหมือนเกมอย่าง Dark Souls นะที่เกมจะไม่มาคอยบอกคอยสอนเรา แต่จะปล่อยมือเราสู่ความกว้างใหญ่ ให้เราทำความเข้าใจและเรียนรู้ mechanic และโลกของมัน ผ่านการค้นพบและความผิดพลาด

zelda_botw_new.jpg

กราฟฟิกเป็นอีกอย่างนึงที่ผมชอบมากในเกมภาคนี้ มากถึงมากที่สุด ว่ากันตามตรง ด้วยกำลังเครื่องและสเป็คของตัวคอนโซล ไม่ว่าจะทั้งตัว Switch หรือ Wii U มันแรงสู้คอนโซลเครื่องอื่่นอย่าง PS4 และ Xbox One ในตลาดไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะต้องทำใจในส่วนนึง แต่เมื่อได้ใส่แผ่นเข้าไปแล้วกดเริ่มเล่นเกม อยากจะบอกว่าข้อจำกัดในด้านงานภาพแทบจะไม่มีให้เห็นเลย เกมมันออกจะโล่งด้วยซ้ำถ้าว่ากันตามตรง เพราะเครื่องไม่แรงพอที่จะสามารถเรนเดอร์โลกที่อัดแน่นไปด้วยนู่นด้วยนี่ได้ แต่ในความโล่งและเรียบของมัน คือเสน่ห์ของ BOTW เลยล่ะ การร่อนถลาลมเหนือทุ่งหญ้าไฮรูล แกล้มด้วยเสียงดนตรีเบาๆ โคตรสุนทรีย์ มันจะมีปัญหาหน่อยตรงที่เฟรมเรตเวลาต่อสู้บางทีมันจะมีดรอปบ้าง หรือเวลามองไปไกลๆ วิวภูเขามันเรนเดอร์ไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาหรือเกิดขึ้นถี่จนน่าเกลียดนะ ขนาดผมเล่นใน Wii U

hvgf3xs3tyk56okmywvx.jpg

มันอาจจะฟังดูไม่ดี โลกโอเพ่นเวิร์ลอะไรควรมันโล่งวะ ก็ถูก แต่สิ่งที่เราได้มาทดแทนคือความมีชีวิตชีวาของโลกมัน NPC ทุกคนมีความเป็นมนุษย์ ทุกคนมี dialogue ที่ไม่ซ้ำกันและเป็นของตัวเอง ทุกคนมีชื่อและมีความเป็นปัจเจกบุคคล จนราวกับว่าเขาและเธอคือคนจริงๆที่มีชีวิตจิตใจ เป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มโลกที่ดูว่างเปล่าได้อยู่หมัด หลังจากการผจญภัยอันเหน็ดเหนื่อย ลิ้งค์ก็เดินทางเข้าสู่หมู่บ้านเล็กๆเพื่อพักผ่อน แต่รอบตัวของเขาเต็มไปด้วยผู้คนที่มีเรื่องราวมากมาย พร้อมที่จะแบ่งปันความสุข ทุกข์ เศร้า ผิดกับเกม open world หลายๆเกมตามท้องตลาด ที่ถึงแม้จะอัดแน่นไปด้วย NPC มากมาย แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าไร้ชีวิต ตัวละครคนละเมือง ตัวละครคนละคน กดคุยก็พูด dialogue ซ้ำกันโดยมิได้นัดหมาย มันเป็นเรื่องทางเทคนิค เรื่องของงบเราก็เข้าใจ ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟค แต่รายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆเหล่านี้และที่ช่วยฉีกให้โลกของ BOTW ไม่ได้เป็นแค่ “เกมๆหนึ่ง” แต่รู้สึกเหมือนโลกจริงๆ ที่มีชีวิตและหัวใจ

2017031012050501-F1C11A22FAEE3B82F21B330E1B786A39.jpg

ในแง่ของการดำเนินเรื่อง เราชอบแนวทางการ approach ที่เรียบว่ายไม่หวือหวา อย่างการวิ่งเก็บความทรงจำที่หายไปของลิ้งค์นะ เก็บคัทซีนเล็กๆที่เป็นแบบ optional เพื่อเรียนรู้อดีตและปะติดปะต่อความสัมพันธ์ระหว่างลิ้งค์กับเซลด้า และเรื่องราวของตัวละครตัวอื่นในช่วงเวลา 100 ปีก่อนจุดเริ่มต้นในเกม แตกต่างจากภาคก่อนๆที่สตอรี่มันเป็นเส้นตรงและคัทซีนทั้งหมดเล่าเรื่องทุกอย่างผ่านสายตาของลิ้งค์ในจุดๆนั้น เป็นสตอรี่ที่โฟกัสอยู่ที่ตัวลิ้งค์คนเดียว

5b069d9f23264f59d4b53b98be7c457223e12ad4_hq.jpg

ในมุมมองของแฟนเกมที่เล่นกันมานาน เราชอบ incarnation ของเซลด้าใน BOTW ภาคนี้ที่สุดแล้วนะ ตลอดมาเราก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าเออเราต้องไปช่วยเซลด้านะ บลาบลาบลา เธอคือ damsel in distress ของเราที่ไม่ต้องไปแคร์อะไรมาก แค่รู้ว่าเขาโดนจับอยู่แล้วเราต้องไปช่วยก็พอ แต่การนำเสนอเซลด้าในภาคนี้ผ่านชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ให้เราร้อยเรียงออกมานั้น มันเป็นการนำเสนอตัวเธอผ่านมุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราได้เห็นชีวิตและการปฏิสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นแบบคนเดินดินทั่วไปในช่วงเวลาที่ไฮรูลสงบสุข ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน เธอคือคาแรคเตอร์ที่โคตรน่าสงสาร การต่อสู้ การดิ้นรน และความหวังที่เธอแบกรับ มันน่าเศร้าและขมขื่นมาก เป็นกระจกที่สะท้อนให้เห็นว่าในศึกสงครามกับแกน่อน นอกจากลิ้งค์ พระเอกผู้ถูกเลือกแล้ว เบื้องหลังนั้นยังมีเจ้าหญิงเซลด้า ผู้ไม่ใช่เทวดานางฟ้าจากไหน หากแต่เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงที่ต้องฝืนทนกล้าหาญในยามที่ทุกคนหวาดหลัว แบกรับภาระหน้าที่และความคาดหวังของทั้งอาณาจักรไว้บนบ่า ไม่ได้ต่างจากวีรบุรุษที่ถูกเลือกเลย ซึ่งในจุดๆนี้ เรามองว่า BOTW สามารถถักทอเรื่องราวของการสงสัยในตัวเอง, การดิ้นรนต่อสู้, ความรับผิดชอบ และภาระหน้าที่ได้ยิ่งใหญ่และสวยงามมากๆนะ

17966037_1611937438831398_8287131558762296126_o.jpg

ไม่ได้ Game of the year ก็ให้มันรู้ไป (10/10)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s